การที่วอร์เรน บัฟเฟตต์หันมาลงทุนใน Google ไม่ใช่เพราะเขาเปลี่ยนความคิดเรื่องเทคโนโลยี แต่เพราะเขามองเห็นรูปแบบธุรกิจที่คุ้นเคยที่ซ่อนอยู่ นั่นคือมันเป็นเหมือนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่ต้องใช้เงินมหาศาลและมีผลตอบแทนระยะยาว
การแข่งขัน AI จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของนวัตกรรม แต่คือเรื่องของ การลงทุนเชิงโครงสร้าง ที่จะกำหนดอนาคตเศรษฐกิจโลก และแม้จะเป็นเกมที่ไม่มีใครอยากเล่น แต่ทุกคนก็ถูกบังคับให้เข้าร่วม
วอร์เรน บัฟเฟตต์ ชายผู้ได้รับฉายาว่า Oracle of Omaha เป็นที่รู้จักมายาวนานในฐานะนักลงทุนที่ยึดมั่นลงทุนเฉพาะในธุรกิจแบบดั้งเดิม ธนาคาร ประกันภัย รถไฟ และสาธารณูปโภค
เขามักหลีกเลี่ยงหุ้นเทคโนโลยีด้วยเหตุผลที่ตรงไปตรงมา เขาไม่เข้าใจมันดีพอ แต่ในปี 2025–2026 โลกได้เห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของวอร์เรน บัฟเฟตต์
เมื่อบัฟเฟตต์ตัดสินใจทุ่มเงินกว่า 31 พันล้านดอลลาร์ ลงใน Alphabet บริษัทแม่ของ Google
การตัดสินใจครั้งนี้ไม่ใช่เพราะเขาเริ่มหลงใหลในซอฟต์แวร์หรือแอปพลิเคชัน แต่เพราะเขามองลึกและเห็นภาพสิ่งที่คุ้นเคย เขาเห็นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดมหึมา มันคล้ายกับรถไฟและโรงไฟฟ้าที่เขาเคยครอบครองมานานหลายทศวรรษ
...บัฟเฟตต์กล่าวกับ CNBC ว่า “พวกเขากำลังเล่นเกมที่ไม่อยากเล่น แต่ก็ไม่มีทางเลือก” เกมที่ว่า คือการแข่งขันด้าน ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ระหว่างบริษัทยักษ์ใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น Google, Microsoft, Amazon หรือ Meta
การแข่งขันนี้ไม่ใช่เพียงการพัฒนาซอฟต์แวร์ แต่คือการทุ่มเงินมหาศาลไปกับ ศูนย์ข้อมูล (data centers) และ ชิปประมวลผล ที่จะรองรับการฝึกโมเดล AI ขนาดใหญ่ ตัวเลขการลงทุนพุ่งสูงถึง 185 พันล้านดอลลาร์ สำหรับ Google เพียงบริษัทเดียวในปีที่ผ่านมา
บัฟเฟตต์มองว่า นี่คือการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่ทำให้ธุรกิจเทคโนโลยีเริ่มคล้ายกับกิจการสาธารณูปโภค ต้องใช้เงินลงทุนมหาศาลเพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน และผลตอบแทนจะขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการระยะยาว ไม่ใช่เพียงการขายซอฟต์แวร์หรือบริการดิจิทัล
หากย้อนกลับไปในศตวรรษที่ 19 การสร้างทางรถไฟคือการลงทุนที่เสี่ยงและใช้เงินมหาศาล แต่เมื่อโครงสร้างพื้นฐานเสร็จสิ้น มันก็กลายเป็นเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจโลก เช่นเดียวกันกับ ศูนย์ข้อมูล AI ในศตวรรษที่ 21
- รถไฟ ต้องใช้เงินลงทุนมหาศาล แต่สร้างการเชื่อมโยงเศรษฐกิจทั้งประเทศ
- โรงไฟฟ้า ต้องใช้ทุนสูง แต่เป็นหัวใจของการพัฒนาเมืองและอุตสาหกรรม
- ศูนย์ข้อมูล AI ใช้เงินหลายร้อยพันล้าน แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจดิจิทัล
บัฟเฟตต์เข้าใจรูปแบบนี้ดี และนั่นคือเหตุผลที่เขาเลือกลงทุนใน Google เพราะมันเริ่มดูเหมือนธุรกิจที่เขาคุ้นเคย
แม้จะยอมรับว่าเขาพลาดโอกาสในการลงทุน Google มานานหลายปี แต่บัฟเฟตต์ก็ยังเชื่อว่า Alphabet มีโอกาสมากกว่าบริษัทอื่น ๆ ที่จะเป็นผู้ชนะในเกมนี้ เขาอธิบายว่า Google “มีแนวโน้มที่จะชนะมากกว่าธุรกิจ 90–95% ที่วอลล์สตรีทเสนอขาย”
การลงทุนของ Berkshire Hathaway ทำให้ Google กลายเป็นหนึ่งใน Top 5–6 ของพอร์ตการลงทุน และเพียงแค่คำพูดของบัฟเฟตต์ก็สามารถเพิ่มมูลค่าทรัพย์สินของ Larry Page ผู้ร่วมก่อตั้ง Google ได้ถึง 8 พันล้านดอลลาร์ ในวันเดียว
ระวังกับดักการลงทุน
แม้จะลงทุนใน Google แต่บัฟเฟตต์ก็เตือนว่า การแข่งขันนี้อาจเป็น “กับดัก” มากกว่าชัยชนะที่ชัดเจน เพราะบริษัทเหล่านี้ถูกบังคับให้ใช้เงินมหาศาลเพื่อไม่ให้ตกขบวน AI หากหยุดลงทุนก็เสี่ยงจะถูกคู่แข่งแซง แต่หากลงทุนต่อไปก็อาจเจอปัญหาผลตอบแทนไม่คุ้มค่า
นี่คือสิ่งที่เขาเรียกว่า “เกมที่ไม่อยากเล่น” เพราะมันไม่ใช่เกมที่บริษัทเลือกเอง แต่เป็นเกมที่ถูกบังคับโดยแรงกดดันของตลาดและเทคโนโลยี
มุมมองจากภายใน Google
ซุนดาร์ พิชัย (Sundar Pichai) ซีอีโอของ Google ยอมรับว่า การลงทุนมหาศาลใน AI ทำให้เขา “นอนไม่ค่อยหลับ” เพราะต้องแปลงเงินหลายร้อยพันล้านให้กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ใช้งานได้จริง และต้องแก้ปัญหาคอขวดด้านการประมวลผล แต่เขายังเชื่อมั่นว่า Google จะรักษาจังหวะนวัตกรรมที่ “ไม่หยุดนิ่ง” และเดินหน้าสู่ปี 2026 ด้วยความมั่นใจ
Key Takeaways
- บัฟเฟตต์ ลงทุนใน Google เพราะเห็นรูปแบบธุรกิจที่คล้ายกับรถไฟและสาธารณูปโภค
- การแข่งขัน AI บังคับให้บริษัทเทคโนโลยีใช้เงินมหาศาลในโครงสร้างพื้นฐาน
- Google ใช้เงินกว่า 185 พันล้านดอลลาร์ในปีเดียวเพื่อสร้างศูนย์ข้อมูลและชิป
- กับดักการลงทุน บริษัทไม่มีทางเลือก ต้องลงทุนต่อเนื่องแม้ผลตอบแทนไม่แน่นอน
- อนาคตเศรษฐกิจดิจิทัล จะถูกกำหนดโดยโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่กำลังสร้างขึ้นในวันนี้
…..
เรียบเรียงโดย AiNextopia
อ้างอิง : Buffett says AI giants are ‘playing a game they don’t want to play’ in the AI race, reveals he was behind Berkshire’s $31 billion bet on Google. / fortune

