ในประเทศไทย ต่อไปคุณไม่จำเป็นต้องจ่ายค่าสมาชิก AI หลายร้อยหรือหลายพันบาทต่อเดือนเพื่อใช้โมเดลปัญญาประดิษฐ์รุ่นใหม่ ไม่ว่าคุณจะเป็นนักเรียน พนักงานบริษัท เจ้าของร้านค้า เกษตรกร ผู้ประกอบการรายย่อย หรือคนทำงานอิสระ คุณสามารถเปิดระบบขึ้นมาและเลือกใช้ AI จากหลายบริษัทได้ภายใต้สิทธิ์เดียวกัน
แนวคิดนี้ฟังดูคล้ายกับการแจก “บัตรผ่าน” เข้าสู่โลก AI แต่ความหมายที่แท้จริงยังรอการพิสูจน์
เพราะในโลกที่กำลังเปลี่ยนจากยุคที่ “คอมพิวเตอร์ช่วยมนุษย์ทำงาน” ไปสู่ยุคที่ “AI สามารถทำงานร่วมกับมนุษย์” ความสามารถในการเข้าถึง AI กำลังกลายเป็นปัจจัยหนึ่งที่อาจกำหนดว่าใครจะเดินหน้าได้เร็วกว่าใคร
และนั่นทำให้ TH-AI Passport ไม่ใช่เพียงโครงการแจกเครื่องมือดิจิทัล แต่กำลังกลายเป็นการทดลองทางเศรษฐกิจและสังคมครั้งสำคัญของประเทศไทย
เมื่อหลายสิบปีก่อน การมีคอมพิวเตอร์สักเครื่องถือเป็นความได้เปรียบอย่างมาก ต่อมาอินเทอร์เน็ตเข้ามาเปลี่ยนกติกาอีกครั้ง คนที่เข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้สามารถเข้าถึงข้อมูล ความรู้ และตลาดทั่วโลก
แต่ AI มีความแตกต่างที่สำคัญ เพราะมันไม่ได้เพียงให้ข้อมูล แต่สามารถช่วยเขียน วิเคราะห์ สรุป แปลภาษา สร้างภาพ เขียนโปรแกรม ทำวิจัย วางแผนธุรกิจ วิเคราะห์เอกสาร และทำงานหลายขั้นตอนแทนมนุษย์ได้
ความเหลื่อมล้ำจึงอาจไม่ได้อยู่ที่ว่าใคร “มีอินเทอร์เน็ต” อีกต่อไป แต่อาจกลายเป็นว่าใคร มีโอกาสใช้ AI ที่มีความสามารถเพียงพอ และรู้ว่าจะใช้มันอย่างไร
รัฐบาลไทยเองมองเห็นการเปลี่ยนแปลงนี้ผ่านข้อมูลการสำรวจที่ระบุว่า 91.2% ของประชาชนรู้จักหรือเคยได้ยินเกี่ยวกับ AI และ 72.5% เคยนำ AI ไปใช้ในชีวิตประจำวัน การเรียน การทำงาน หรือการประกอบอาชีพแล้ว
ตัวเลขนี้สะท้อนเรื่องสำคัญอย่างหนึ่ง นั่นคือ AI ไม่ได้เป็นเทคโนโลยีเฉพาะกลุ่มอีกต่อไป
คำถามจึงเปลี่ยนจาก “คนไทยรู้จัก AI หรือยัง?” เป็น “คนไทยทุกกลุ่มมีโอกาสใช้ AI อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่?”
พาสปอร์ตที่พาเข้าสู่โลก AI
ชื่อ “Passport” ถูกเลือกอย่างมีนัยสำคัญ
พาสปอร์ตแบบเดิมคือเอกสารที่เปิดประตูให้เราเดินทางข้ามพรมแดน แต่ TH-AI Passport ทำหน้าที่คล้ายกันในอีกมิติหนึ่ง นั่นคือเปิดประตูให้ประชาชนเข้าสู่ระบบนิเวศของ AI
โครงการตั้งเป้ารองรับคนไทยจำนวน 5 ล้านคน โดยผู้มีสิทธิ์ต้องมีสัญชาติไทยและมีอายุอย่างน้อย 15 ปี และต้องผ่านการยืนยันตัวตนผ่านระบบ “ทางรัฐ” หรือ ThaID
หลังจากนั้น ผู้ใช้สามารถเข้าถึงเครื่องมือ AI จากผู้พัฒนาหลากหลายราย เช่น ChatGPT, Claude, Gemini, Perplexity, DeepSeek, Meta AI, Mistral, MiniMax รวมถึงโมเดลและบริการอื่น ๆ ที่อยู่ในระบบของโครงการ
ความน่าสนใจจึงไม่ได้อยู่ที่ “มี AI ฟรี” เพียงอย่างเดียว
แต่คือการเปิดโอกาสให้ผู้ใช้ได้ทดลอง AI หลายรูปแบบในระบบเดียวกัน
นี่เป็นเรื่องสำคัญ เพราะไม่มี AI ตัวใดเหมาะกับทุกงาน
โมเดลหนึ่งอาจเก่งด้านการเขียน อีกโมเดลอาจเหมาะกับการวิเคราะห์ข้อมูล อีกตัวอาจทำงานด้านภาพได้ดี ขณะที่บางโมเดลอาจเหมาะกับภาษาไทยหรือการใช้งานเฉพาะด้าน
การให้ประชาชนทดลองใช้หลายโมเดลจึงอาจช่วยเปลี่ยนพฤติกรรมจาก “ฉันใช้ AI ตัวนี้เพราะทุกคนใช้” ไปสู่ “ฉันเลือก AI ให้เหมาะกับงาน”
และนี่คือทักษะที่สำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ ในยุค AI
สิ่งที่สำคัญกว่า “AI ฟรี” คือการทำให้คนใช้ AI เป็น
มีความเข้าใจผิดอย่างหนึ่งเกี่ยวกับ AI ที่กำลังแพร่หลาย นั่นคือการคิดว่า เมื่อมีเครื่องมือ AI แล้ว ประสิทธิภาพจะเพิ่มขึ้นโดยอัตโนมัติ
แต่ความจริงซับซ้อนกว่านั้น
คนสองคนสามารถใช้ AI รุ่นเดียวกัน แต่ได้ผลลัพธ์แตกต่างกันอย่างมหาศาล
คนหนึ่งอาจใช้ AI เพียงเพื่อเขียนอีเมลหรือถามคำถามทั่วไป ขณะที่อีกคนสามารถสร้างกระบวนการทำงานที่ให้ AI ช่วยวิเคราะห์ข้อมูล สร้างรายงาน สรุปประชุม จัดทำข้อเสนอ และเตรียมข้อมูลสำหรับการตัดสินใจ
ความแตกต่างไม่ได้อยู่ที่เครื่องมือ แต่อยู่ที่ AI literacy หรือความสามารถในการทำงานร่วมกับ AI
ด้วยเหตุนี้ TH-AI Passport จึงไม่ได้มอบเพียงสิทธิ์ใช้เครื่องมือ แต่ยังมีระบบ E-learning สำหรับพัฒนาทักษะ AI อย่างเป็นระบบด้วย
แนวคิดนี้น่าสนใจมาก เพราะมันกำลังพยายามแก้ปัญหา “Digital Divide” ในรูปแบบใหม่
ในอดีต เราพยายามลดช่องว่างด้วยการทำให้คนเข้าถึงคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต
วันนี้โจทย์กำลังกลายเป็นการทำให้คนเข้าถึง ความสามารถในการใช้ AI
เมื่อ AI กลายเป็น “แรงงานดิจิทัล” ต้นทุนต่ำ
ลองคิดถึงเจ้าของธุรกิจขนาดเล็กที่มีพนักงานเพียงไม่กี่คน
ในอดีต หากต้องการทำการตลาด เขาอาจต้องจ้างนักเขียน นักออกแบบ นักวิเคราะห์ข้อมูล หรือผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน
AI ไม่ได้ทำให้ผู้เชี่ยวชาญเหล่านั้นหมดความสำคัญ แต่ทำให้คนหนึ่งคนสามารถทำงานได้ใกล้เคียงกับทีมขนาดเล็กมากขึ้น
เจ้าของร้านอาหารอาจใช้ AI ช่วยคิดคอนเทนต์และวิเคราะห์ความคิดเห็นของลูกค้า
พนักงานฝ่ายขายอาจใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าและเตรียมข้อเสนอ
นักศึกษาสามารถใช้ AI เป็นผู้ช่วยค้นคว้าและอธิบายแนวคิดที่ซับซ้อน
ครูสามารถใช้ AI ช่วยออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้
ขณะที่ผู้ประกอบการรายย่อยสามารถใช้ AI ช่วยสร้างเว็บไซต์ วางแผนการตลาด หรือวิเคราะห์คู่แข่ง
ในมุมนี้ AI จึงไม่ได้เป็นเพียง “ซอฟต์แวร์”
มันกำลังทำหน้าที่คล้าย แรงงานดิจิทัลที่ทุกคนสามารถเรียกใช้งานได้
ดังนั้น การทำให้คนจำนวนมากเข้าถึง AI จึงมีศักยภาพที่จะส่งผลต่อผลิตภาพของประเทศ
แต่แน่นอนว่า “ศักยภาพ” ไม่ได้หมายความว่าจะเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ
การแจก AI ฟรีอาจไม่เพียงพอ
นี่คือคำถามที่น่าสนใจที่สุดของโครงการ
ถ้าประชาชน 5 ล้านคนได้รับสิทธิ์ใช้ AI แต่คนส่วนใหญ่ใช้เพียงเพื่อสร้างภาพเล่น ๆ หรือถามคำถามทั่วไป ผลกระทบทางเศรษฐกิจอาจไม่มากนัก
แต่ถ้าผู้ใช้จำนวนหนึ่งนำ AI ไปเปลี่ยนกระบวนการทำงานจริง ผลลัพธ์อาจแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ดังนั้นความสำเร็จของ TH-AI Passport ไม่ควรวัดเพียงจำนวนผู้สมัคร
คำถามที่สำคัญกว่าคือ
คนใช้ AI อย่างไร?
พวกเขาเรียนรู้ทักษะใหม่หรือไม่?
ธุรกิจสามารถเพิ่มผลิตภาพได้หรือไม่?
นักเรียนมีทักษะใหม่หรือไม่?
ผู้ประกอบการรายเล็กสามารถแข่งขันกับบริษัทใหญ่ขึ้นหรือไม่?
และที่สำคัญที่สุดคือ คนไทยสามารถสร้าง “วิธีทำงานใหม่” ที่เกิดจากการทำงานร่วมกันระหว่างมนุษย์กับ AI ได้หรือไม่?
นี่คือเหตุผลที่ระบบการเรียนรู้ภายในโครงการมีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าการให้สิทธิ์ใช้งาน AI
ข้อมูล ความเป็นส่วนตัว และอำนาจอธิปไตยทางปัญญาประดิษฐ์ (AI Sovereignty)
เมื่อมีคนหลายล้านคนเริ่มใช้ AI พร้อมกัน ย่อมเกิดคำถามอีกด้านหนึ่งตามมา นั่นคือเรื่องข้อมูล
ทุกครั้งที่เราป้อนข้อความเข้า AI เรากำลังสร้างข้อมูลบางชนิดขึ้นมา และในระดับประเทศ ข้อมูลจากการใช้งานจำนวนมหาศาลสามารถกลายเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าอย่างยิ่ง
รัฐบาลจึงพูดถึงแนวคิดเรื่อง AI Sovereignty หรืออธิปไตยด้าน AI ซึ่งไม่ได้หมายถึงการสร้าง AI ของไทยขึ้นมาแทนทุกระบบในโลก แต่หมายถึงการที่ประเทศต้องมีความสามารถในการควบคุมโครงสร้างพื้นฐาน ข้อมูล ทักษะ และความสามารถด้าน AI ของตนเองในระดับหนึ่ง
นี่เป็นประเด็นที่กำลังได้รับความสำคัญทั่วโลก
เพราะ AI รุ่นทรงพลังส่วนใหญ่ในปัจจุบันถูกพัฒนาโดยบริษัทขนาดใหญ่จากบางประเทศเท่านั้น หากวันหนึ่งเทคโนโลยีเหล่านี้ถูกจำกัดการเข้าถึง ประเทศที่ไม่มีทางเลือกของตนเองอาจเผชิญความเสี่ยงทางเทคโนโลยีและเศรษฐกิจ
ดังนั้น การที่คนไทยได้ทดลองใช้ AI จากหลายค่าย ขณะเดียวกันก็มีการพัฒนาความรู้และระบบนิเวศ AI ของไทย จึงอาจเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ระยะยาวมากกว่าการแจกซอฟต์แวร์ฟรีหนึ่งปี
ประเทศไทยกำลังทำการทดลองครั้งใหญ่
ภายในเวลาไม่ถึงสองสัปดาห์หลังเปิดลงทะเบียนล่วงหน้า TH-AI Passport มีผู้สมัครมากกว่า 1.3 ล้านคน ซึ่งสะท้อนว่าความต้องการใช้ AI ในประเทศไทยไม่ได้เป็นเรื่องเล็กอีกต่อไป
จำนวนนี้ยังน้อยกว่าเป้าหมาย 5 ล้านคน แต่หากโครงการสามารถเดินทางไปถึงเป้าหมายได้จริง มันจะกลายเป็นหนึ่งในการทดลองด้านการเข้าถึง AI ในระดับประชากรที่น่าสนใจมาก
เพราะสิ่งที่จะเกิดขึ้นไม่ได้มีเพียงคนจำนวนหลายล้านคนที่ได้ทดลองใช้ AI
แต่คือคนจำนวนหลายล้านคนกำลังได้รับโอกาสให้ค้นพบว่า
“AI สามารถทำอะไรให้ฉันได้บ้าง?”
คำตอบของแต่ละคนอาจไม่เหมือนกัน
สำหรับนักเรียน มันอาจเป็นครูส่วนตัว
สำหรับพนักงานบริษัท มันอาจเป็นผู้ช่วยทำงาน
สำหรับเจ้าของกิจการ มันอาจเป็นทีมงานเสมือน
สำหรับนักวิจัย มันอาจเป็นผู้ช่วยค้นคว้า
และสำหรับบางคน AI อาจเป็นเครื่องมือที่ทำให้เขาสามารถสร้างสิ่งที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยมีทรัพยากรพอจะสร้างได้
อย่างไรก็ตาม ความทะเยอทะยานนี้ก็มาพร้อมกับข้อถกเถียงและความท้าทาย โครงการใช้งบประมาณกว่า 1.6 พันล้านบาท จึงถูกตั้งคำถามถึงความโปร่งใส ความคุ้มค่าและการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
บางฝ่ายวิจารณ์ว่าอาจเป็นการเอื้อประโยชน์ให้บริษัทใหญ่ แต่รัฐบาลยืนยันว่าจุดประสงค์คือการเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงเทคโนโลยีอย่างเท่าเทียม
ความท้าทายสำคัญคือการเปลี่ยนจากตัวเลขการลงทะเบียนจำนวนมากให้กลายเป็นการใช้งานจริงที่สามารถยกระดับทักษะ AI ของประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม
เพราะหากไม่สามารถทำให้ผู้ใช้เกิดการเรียนรู้และนำไปใช้จริง โครงการอาจกลายเป็นเพียงการแจกสิทธิ์ที่ไม่คุ้มค่า เพราะไม่สามารถสร้างผลกระทบเชิงลึกด้าน AI ให้กับคนไทยได้จริง
Key Takeaways
- TH-AI Passport ไม่ใช่แค่โครงการแจก AI ฟรี เป็นโครงการที่มุ่งให้คนไทยเข้าถึง AI ระดับ Pro/Premium จากผู้ให้บริการหลายราย พร้อมระบบ E-learning เพื่อพัฒนาทักษะ AI
- เป้าหมายคือ 5 ล้านคน โครงการมุ่งให้คนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไปจำนวนไม่น้อยกว่า 5 ล้านคนเข้าถึงเครื่องมือ AI และความรู้ด้าน AI
- จุดแข็งคือการเปิดให้ทดลอง AI หลายค่าย ผู้ใช้ไม่ได้ถูกจำกัดอยู่กับ AI เพียงระบบเดียว แต่สามารถเรียนรู้ความแตกต่างของโมเดลและเลือกเครื่องมือให้เหมาะกับงาน
- AI Literacy สำคัญกว่าแค่การมี AI การมีเครื่องมือไม่ได้รับประกันว่าจะเพิ่มประสิทธิภาพ คนที่รู้วิธีตั้งคำถาม ตรวจสอบผลลัพธ์ และออกแบบกระบวนการทำงานร่วมกับ AI จะได้รับประโยชน์มากกว่า
- โครงการนี้อาจเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ AI ของประเทศ นอกจากการเพิ่มการเข้าถึงเทคโนโลยีแล้ว ยังเกี่ยวข้องกับการพัฒนาทักษะ ข้อมูล โครงสร้างพื้นฐาน และแนวคิดเรื่อง AI Sovereignty
- ตัวชี้วัดความสำเร็จที่แท้จริงยังอยู่หลังจากนี้ สิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงจำนวนผู้สมัคร แต่คือ AI จะถูกนำไปใช้เพิ่มผลิตภาพ สร้างธุรกิจ พัฒนาการศึกษา และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจได้มากเพียงใด
- ต่อจากนี้อาจเป็นช่วงเวลาสำคัญของคนไทยกับ AI เพราะเป็นครั้งแรกที่คนจำนวนมหาศาลได้รับโอกาสทดลองใช้ AI อย่างจริงจังในระดับประเทศ สิ่งที่เกิดขึ้นต่อจากนี้อาจช่วยบอกได้ว่า AI จะเป็นเพียงเทคโนโลยีใหม่อีกชนิดหนึ่ง หรือจะกลายเป็น “โครงสร้างพื้นฐานทางปัญญา” ของเศรษฐกิจไทยในอนาคต
…..
นำเสนอโดย AiNextopia
Advertisements
