20 สิงหาคม 2569
เมื่อปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI กำลังเข้ามามีบทบาทในแทบทุกภาคส่วน ตั้งแต่การเงิน โทรคมนาคม การศึกษา ประกันภัย ไปจนถึงบริการดิจิทัลในชีวิตประจำวัน คำถามสำคัญขององค์กรในวันนี้จึงไม่ได้อยู่เพียงว่า AI สามารถทำอะไรได้มากแค่ไหน แต่คือจะนำศักยภาพของเทคโนโลยีมาใช้สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้อย่างไร โดยยังคงรักษาความปลอดภัย ความโปร่งใส และความรับผิดชอบต่อผู้ใช้งานและสังคม
ประเด็นดังกล่าวถูกหยิบยกขึ้นมาแลกเปลี่ยนในเวทีเสวนา “AI และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ” ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ โดย นายมนตรี สถาพรกุล หัวหน้าฝ่ายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ได้สะท้อนแนวคิดเรื่อง Responsible AI หรือการใช้ AI อย่างมีความรับผิดชอบว่า จุดเริ่มต้นของการนำ AI มาใช้ไม่ควรเป็นการเลือกโมเดลหรือแพลตฟอร์มที่ทันสมัยที่สุด แต่ต้องเริ่มจากการตอบให้ชัดเจนก่อนว่า “องค์กรนำ AI มาใช้เพื่ออะไร”
นายมนตรีมองว่า AI เป็นเพียงเทคโนโลยีที่เข้ามาช่วยตอบโจทย์ทางธุรกิจและสังคม ไม่ใช่จุดตั้งต้นของโจทย์ ดังนั้น เมื่อกำหนดวัตถุประสงค์ได้อย่างชัดเจนแล้ว องค์กรจึงต้องพิจารณาต่อว่าข้อมูลที่นำมาใช้มีที่มาอย่างไร ใช้ภายใต้เงื่อนไขใด และเหมาะสมกับวัตถุประสงค์นั้นหรือไม่ เพราะข้อมูลส่วนบุคคล ข้อมูลการใช้งาน และข้อมูลทางธุรกิจไม่ได้กลายเป็น “วัตถุดิบที่หยิบใช้ได้โดยอัตโนมัติ” เพียงเพราะถูกนำเข้าสู่ระบบ AI แต่ยังคงอยู่ภายใต้กฎหมาย วัตถุประสงค์ และเงื่อนไขในการใช้ข้อมูลเช่นเดิม
แนวคิดดังกล่าวสะท้อนว่า การนำ AI มาใช้ไม่ได้ทำให้องค์กรมีความรับผิดชอบต่อข้อมูลน้อยลง ตรงกันข้าม ยิ่ง AI มีบทบาทมากขึ้น การกำกับดูแลก็ยิ่งต้องชัดเจนและเหมาะสมกับระดับความเสี่ยงของการใช้งานแต่ละประเภท

3 แกนหลักของ Responsible AI
ทรูมองว่าการกำกับดูแล AI ต้องครอบคลุมตั้งแต่ต้นจนจบ ตั้งแต่ Input – Processing – Output หรือข้อมูลและวัตถุประสงค์ที่นำเข้าสู่ระบบ วิธีการประมวลผล ไปจนถึงผลลัพธ์ที่อาจส่งผลกระทบต่อผู้ใช้งาน ธุรกิจ และสังคม โดยมี 3 แกนสำคัญที่ต้องดำเนินไปพร้อมกัน ได้แก่ Privacy, Security และ AI Governance
ด้าน Privacy คือการเคารพและคุ้มครองข้อมูลของผู้ใช้งาน ขณะที่ Security มุ่งดูแลความมั่นคงปลอดภัยของระบบและข้อมูลให้เป็นไปตามกฎหมายและมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง ส่วน AI Governance ครอบคลุมการกำกับดูแลแพลตฟอร์มและโมเดล การกำหนดผู้รับผิดชอบ การมีมนุษย์เข้ามากำกับดูแล ตลอดจนการติดตามและประเมินผลให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์และบริบทของการใช้งานจริง
ทั้ง 3 แกนจึงไม่ได้เป็นเพียงข้อกำหนดด้านการปฏิบัติตามกฎหมาย แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่จะทำให้องค์กรสามารถตัดสินใจได้ว่า AI กรณีใดสามารถเดินหน้าได้ กรณีใดจำเป็นต้องเพิ่มมาตรการควบคุม และกรณีใดควรกลับมาทบทวนใหม่ การวางระบบกำกับตั้งแต่ต้นยังช่วยลดปัญหาที่อาจเกิดขึ้นภายหลัง และทำให้องค์กรสามารถขยายการใช้ AI ได้อย่างมั่นใจมากขึ้น
สำหรับบริการที่ AI ต้องติดต่อกับลูกค้าโดยตรง เช่น Chatbot, Voice AI และแพลตฟอร์มดิจิทัล ความโปร่งใสถือเป็นเรื่องสำคัญ ผู้ใช้งานควรได้รับรู้เมื่อกำลังสื่อสารกับ AI หรือเมื่อ AI มีส่วนสำคัญต่อผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น ขณะเดียวกันองค์กรต้องสามารถอธิบายได้ว่า AI ถูกนำมาใช้เพื่ออะไร ใช้ข้อมูลภายใต้เงื่อนไขใด และมีช่องทางให้มนุษย์เข้ามาช่วยเหลือหรือทบทวนการตัดสินใจเมื่อระบบไม่สามารถรับมือกับสถานการณ์ได้อย่างเหมาะสม
นายมนตรีเน้นย้ำว่า แม้ AI จะสามารถทำงานแทนมนุษย์ในบางกระบวนการได้ แต่ ความรับผิดชอบยังคงอยู่ที่องค์กร เนื่องจากไม่มี AI โมเดลใดที่สมบูรณ์แบบตั้งแต่วันแรก โดยเฉพาะกรณีที่มีผลกระทบสูง จำเป็นต้องกำหนดให้มนุษย์สามารถตรวจสอบ กำกับ หรือเข้ามาตัดสินใจได้ตามระดับความเสี่ยง
ยิ่งไปกว่านั้น การกำกับ AI ไม่ควรจบลงเมื่อระบบถูกนำไปใช้งาน เพราะเมื่อเวลาผ่านไป บริบท ข้อมูล และพฤติกรรมของผู้ใช้งานสามารถเปลี่ยนแปลงได้ จนอาจเกิดปัญหาใหม่ เช่น Bias, Model Drift หรือ Exception ที่ไม่เคยปรากฏในช่วงออกแบบระบบ ดังนั้น Responsible AI จึงต้องเป็นกระบวนการต่อเนื่องที่มีการติดตาม ทบทวน และปรับปรุงอยู่เสมอ
AI Sovereignty กับความสามารถในการกำหนดอนาคตของไทย
นอกจากเรื่องความรับผิดชอบแล้ว อีกประเด็นที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยคือ AI Sovereignty หรืออธิปไตยทางปัญญาประดิษฐ์ โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่โมเดล AI แพลตฟอร์ม และระบบประมวลผลจำนวนมากของโลกยังพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ
เมื่อข้อมูล พฤติกรรมการใช้งาน และ AI Model ที่เกี่ยวข้องกับบริการสำคัญของประเทศอยู่บนระบบภายนอกมากขึ้น ความสามารถในการรักษาความต่อเนื่องของบริการ ความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูล รวมถึงความสามารถในการเลือกและกำหนดวิธีใช้เทคโนโลยี จึงกลายเป็นประเด็นเชิงยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับทั้งโครงสร้างพื้นฐาน เศรษฐกิจ และประชาชน
อย่างไรก็ตาม นายมนตรีอธิบายว่า AI Sovereignty ไม่ได้หมายความว่าประเทศไทยจำเป็นต้องสร้างทุกโมเดลหรือเทคโนโลยีขึ้นมาด้วยตนเอง แต่หมายถึงการสร้าง บุคลากร ขีดความสามารถ และ Ecosystem ที่ทำให้ประเทศไทยมีทางเลือก สามารถเลือกใช้ ปรับแต่ง เปลี่ยนผู้ให้บริการ และต่อยอดเทคโนโลยีได้อย่างเหมาะสม ภายใต้กฎหมาย มาตรฐาน และกรอบกำกับดูแลที่ชัดเจน
นายมนตรีเปรียบเทียบ AI ที่มีพลังและความเร็วสูงกับรถสปอร์ต ซึ่งแม้จะมีสมรรถนะมหาศาล แต่ก็ไม่สามารถเดินทางถึงจุดหมายได้อย่างปลอดภัยหากไม่มีถนน พวงมาลัย เบรก และกติกาที่เหมาะสม เช่นเดียวกับ AI ที่ยิ่งพัฒนาอย่างรวดเร็ว ระบบกำกับดูแลก็จำเป็นต้องพัฒนาให้ทัน เพื่อให้เทคโนโลยีสามารถเดินหน้าได้โดยไม่สูญเสียการควบคุม
ท้ายที่สุด ความสำเร็จของประเทศไทยในยุค AI จึงไม่ได้วัดจากความฉลาดหรือความเร็วของเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ต้องวัดจากความสามารถในการนำ AI ไปเพิ่มผลิตภาพ สร้างบริการและโอกาสใหม่ รวมถึงกระจายประโยชน์ไปสู่ประชาชนได้มากเพียงใด โดยยังรักษาความปลอดภัย ความรับผิดชอบ และความไว้วางใจของสังคมไว้ได้
ในมุมมองของทรู Responsible AI จึงไม่ใช่เบรกที่ขัดขวางนวัตกรรม แต่เป็นกลไกสำคัญที่ทำให้นวัตกรรมสามารถเดินหน้า ขยายผล และสร้างประโยชน์ได้อย่างมั่นใจและยั่งยืน โดยมี Privacy, Security และ AI Governance เป็นรากฐานสำคัญของการสร้างเศรษฐกิจดิจิทัลที่ประเทศไทยสามารถใช้ประโยชน์จาก AI ได้อย่างเต็มศักยภาพ พร้อมกับรักษาความไว้วางใจของผู้คนและสังคมไปพร้อมกัน

