บทความจาก brandinside
เช่นเดียวกับ ‘Meta’ ที่ที่ผ่านมาให้ผู้ใช้งานใช้ Facebook, Instagram, และ WhatsApp ได้ฟรี โดยรายได้หลักมาจากการขายโฆษณาให้ธุรกิจ แต่เมื่อ ‘มาร์ก ซักเคอเบิร์ก’ เดินหน้าทุ่มเงินมหาศาลกับ AI และเพิ่มงบลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน บริษัทก็เริ่มมองหารายได้จากช่องทางอื่นมากขึ้น
หนึ่งในนั้นคือการเปลี่ยนจาก ‘ใช้ฟรี’ เป็น ‘จ่ายเงิน’ เพื่อได้มากขึ้นด้วยโมเดลสมัครสมาชิกให้ครีเอเตอร์และธุรกิจจ่ายรายเดือนเพื่อเข้าถึงฟีเจอร์และเครื่องมือเพิ่มเติม จากเดิมที่ธุรกิจอาจจ่ายเงินให้ Meta เมื่อต้องการซื้อโฆษณา โดยก่อนหน้านี้ Meta เริ่มนำแนวคิดนี้มาใช้กับฟีเจอร์ของ ‘Meta AI’ และ ‘AI Glasses’ แล้ว
ล่าสุด Meta เปิดตัว ‘Meta One’ บริการสมัครสมาชิกที่เพิ่มฟีเจอร์และเครื่องมือให้ใช้งานข้ามแอปในเครือ Meta ทั้ง Instagram, Facebook, Messenger, WhatsApp, และ Meta AI โดยผู้ใช้ยังสามารถใช้ฟีเจอร์พื้นฐานได้ฟรีเหมือนเดิม
Meta One ทำมาเพื่อผู้ใช้ทั่วไป ครีเอเตอร์ และธุรกิจขนาดเล็กที่ต้องการฟีเจอร์เพิ่มเติม ทั้งเครื่องมือช่วยสร้างคอนเทนต์ เข้าถึงผู้ชมกลุ่มใหม่ และช่วยให้ธุรกิจเติบโต
ปัจจุบัน Meta One มีฟีเจอร์สำหรับสมาชิกมากกว่า 50 รายการ และมียอดสมัครสมาชิกและทดลองใช้งานรวมกว่า 15 ล้านครั้ง ตั้งแต่ฟีเจอร์ปรับแต่งแอป จัดการแชท ไปจนถึงเครื่องมือ AI สำหรับสร้างและแก้ไขภาพ วิดีโอ และคอนเทนต์
สำหรับ ‘Meta AI’ ผู้ใช้ยังสามารถใช้ฟีเจอร์พื้นฐานได้ฟรีผ่าน Meta AI, WhatsApp และ Messenger ส่วนสมาชิก Meta One จะได้โควตาการใช้งานเพิ่มขึ้น รวมถึงเครื่องมืออย่าง ‘Restyle’ ที่ใช้ปรับแต่งภาพ และการสร้างภาพหรือวิดีโอด้วย AI
Meta One มีแพ็กเกจอะไรบ้าง?
Meta One ในไทยมีทั้งแพ็กเกจรายแอป และแพ็กเกจแบบรวม โดยราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 27 บาท/เดือน และสูงสุด 10,990 บาท/เดือน สำหรับแพ็กเกจธุรกิจระดับสูง
โดยแพ็กเกจรายแอปมีให้เลือกหลายแพ็กเกจ ได้แก่
- WhatsApp Plus: เพิ่มตัวเลือกจัดระเบียบแชท ธีม ไอคอน สติกเกอร์เอฟเฟกต์ และการปักหมุดแชทได้มากขึ้น (ราคา 27 บาท/เดือน)
- Instagram Plus: เพิ่มฟีเจอร์ด้านการปรับแต่ง เช่น ฟอนต์ และการแจ้งเตือนเมื่อคนที่กำหนดเข้ามาดู Stories (ราคา 35 บาท/เดือน)
- Facebook Plus: เพิ่มตัวเลือกปรับแต่งและฟีเจอร์อย่าง Super Reactions (ราคา 35 บาท/เดือน)

สำหรับคนที่ต้องการใช้หลายบริการพร้อมกัน มีแพ็กเกจแบบรวม 2 ระดับ คือ
- Core: รวมฟีเจอร์จาก Instagram Plus, WhatsApp Plus, และ Facebook Plus พร้อมเพิ่มโควตาการใช้งาน AI เช่น Restyle เอฟเฟกต์เสียง และการสร้างภาพและวิดีโอ (ราคา 169 บาท/เดือน)
- Premium: เพิ่มโควตาการใช้งาน AI และเครื่องมือสร้างสรรค์ในระดับสูงขึ้น (ราคา 679 บาท/เดือน)
ส่วนครีเอเตอร์และธุรกิจมีแพ็กเกจอีก 4 ระดับ ได้แก่
- Essential: เน้นจัดการตัวตนออนไลน์ ใช้ Meta Business Agent บน WhatsApp ได้ พร้อม Verified Badge และการป้องกันการสวมรอย (ราคาเริ่มต้น 319 บาท/เดือน)
- Advanced: เพิ่มเครื่องมือวิเคราะห์ ตั้งเวลาโพสต์ ใส่ลิงก์ในโพสต์และ Reels และรองรับการทำงานเป็นทีม (ราคาเริ่มต้น 1,099 บาท/เดือน)
- Expert: เพิ่มโควตาการใช้งาน Meta Business Agent สำหรับธุรกิจขนาดใหญ่ (ราคา 3,199 บาท/เดือน)
- Max: ให้โควตา Meta Business Agent สูงสุดสำหรับทีมขนาดใหญ่ (ราคา 10,990 บาท/เดือน)

สมัคร Meta One แล้วโพสต์จะถูกดันขึ้นฟีดหรือไม่?
คำตอบคือ ไม่ เพราะ Meta ระบุว่าการสมัครสมาชิกไม่มีผลต่ออัลกอริทึมหรือการจัดอันดับคอนเทนต์ สมาชิกจะไม่ได้รับการดันโพสต์ขึ้นฟีดมากกว่าผู้ใช้ทั่วไป แม้จะได้รับเครื่องมือและข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมายและการทำธุรกิจ
อีกเรื่องคือ Meta One ไม่ได้เป็นแพ็กเกจที่ตัดโฆษณาออก ผู้ใช้ยังเห็นโฆษณาตามปกติ เพราะค่าสมาชิกครอบคลุมฟีเจอร์และเครื่องมือเพิ่มเติม ไม่ใช่การเปลี่ยน Instagram หรือ Facebook ให้เป็นเวอร์ชันไม่มีโฆษณา
Meta One ยังแยกจาก Meta Verified ซึ่งเน้นการยืนยันตัวตนและการปกป้องบัญชี โดย Meta ระบุว่ามีแผนเปิดทางให้สมาชิก Meta Verified ย้ายมาใช้ Meta One ได้ในอนาคต

การเปิดตัว Meta One เป็นอีกทางที่ Meta ใช้สร้างรายได้จาก Subscription ขณะเดียวกันก็เจาะกลุ่มธุรกิจขนาดเล็กที่ใช้งาน Instagram, Facebook, หรือ WhatsApp ติดต่อกับลูกค้าอยู่แล้ว แต่ยังไม่ได้ซื้อโฆษณาบนแพลตฟอร์ม โดยเพิ่มเครื่องมือสำหรับจัดการบัญชี วิเคราะห์ข้อมูล และสื่อสารกับลูกค้าเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของบริการสมาชิก
ทั้งนี้ ราคาและฟีเจอร์ของ Meta One อาจแตกต่างกันตามประเทศ แอปพลิเคชัน และบัญชีผู้ใช้ โดยสามารถตรวจสอบแพ็กเกจที่เปิดให้ใช้งานกับบัญชีของตัวเองได้ในขั้นตอนสมัครสมาชิก

