คำถามสำคัญที่นักกำหนดนโยบายและนักเศรษฐศาสตร์ทั่วโลกกำลังขบคิดจึงไม่ใช่คำถามเดิม ๆ ว่าหุ่นยนต์จะแย่งงานเราไปหมดหรือไม่ แต่มันคือคำถามที่ท้าทายกว่านั้นว่า สังคมมนุษย์จะรับมืออย่างไรกับความจริงที่ว่า งานยังคงอยู่ แต่ผลตอบแทนที่หล่อเลี้ยงชีวิตกลับค่อย ๆ เหือดแห้งลง
ท้ายที่สุดแล้ว อนาคตไม่ได้ถูกกำหนดด้วยความเร็วของการพัฒนาเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว หากแต่ขึ้นอยู่กับความรวดเร็วในการปรับตัวของมนุษย์ และระบบรองรับทางสังคมที่จะช่วยปกป้องไม่ให้แรงงานกลุ่มเปราะบางต้องกลายเป็นผู้แบกรับต้นทุนทั้งหมดของยุคสมัยแห่งความเปลี่ยนแปลงนี้
ย้อนกลับไปในช่วงที่ปัญญาประดิษฐ์เริ่มก้าวเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวัน ความตื่นกลัวสูงสุดของมนุษยชาติคือภาพฝันอันมืดมนของโรงงานและสำนักงานที่ไร้เงาคน ภาพจำที่ถูกวาดไว้คือหุ่นยนต์อัจฉริยะเข้ายึดครองพื้นที่ทำงานทุกตารางนิ้ว กวาดล้างตำแหน่งงานนับล้านให้หายวับไปกับตา
ทว่าเมื่อกาลเวลาผ่านพ้นจากความตื่นตระหนกสู่ความเป็นจริงเชิงประจักษ์ บทเรียนทางเศรษฐศาสตร์กลับเผยให้เห็นความจริงที่ซับซ้อนและแยบยลยิ่งกว่านั้น
คลื่นความเปลี่ยนแปลงระลอกล่าสุดไม่ได้เข้ามาทำลายอาชีพรากหญ้าหรือแรงงานรายได้น้อยให้สูญพันธุ์ดังที่หลายคนคาดการณ์
หากแต่เทคโนโลยีชิ้นนี้กำลังทำหน้าที่เป็น “คมมีด” ผ่าตัดโครงสร้างแรงงานออกเป็นสองซีกอย่างเงียบเชียบ ทิ้งรอยแผลเป็นไว้ในรูปของการเติบโตของค่าจ้างที่ชะลอตัวลงอย่างน่าใจหาย และสร้างความเหลื่อมล้ำระลอกใหม่ที่หยั่งรากลึกกว่าเดิม
การศึกษาเชิงลึกจากสถาบันการเงินระดับโลกอย่าง Apollo Global Management ได้สะท้อนภาพปรากฏการณ์นี้ได้อย่างชัดเจน ตัวเลขทางสถิติชี้ให้เห็นว่า อัตราการจ้างงานโดยรวมในกลุ่มอาชีพที่มีความเสี่ยงสูงต่อ AI ยังคงทรงตัว ไม่ได้เกิดมหันตภัยการปลดคนครั้งใหญ่โตมโหฬารตามที่สื่อหลายสำนักเคยหวาดกลัว
...ทว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจริงกลับซ่อนอยู่เบื้องหลังตัวเลขเงินเดือนและรายได้ แรงงานในกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและอาชีพที่เผชิญหน้ากับ AI โดยตรง กลับต้องเผชิญกับภาวะค่าจ้างเติบโตช้าลงอย่างเห็นได้ชัด ในขณะที่กลุ่มแรงงานระดับบนหรือผู้ที่มีรายได้สูงกลับแทบไม่ได้รับผลกระทบเชิงลบใด ๆ ในมิติของค่าตอบแทน
กลไกที่ขับเคลื่อนความเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ใช่การแทนที่มนุษย์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่เป็นการเพิ่มผลผลิต (Productivity) ด้วยต้นทุนที่ต่ำลง
องค์กรธุรกิจเลือกที่จะรักษาจำนวนพนักงานเอาไว้เพื่อไม่ให้กระทบต่อโครงสร้างการปฏิบัติงานประจำวัน ทว่ากลับใช้ความสามารถของอัลกอริทึมเข้ามาช่วยย่นระยะเวลาและทุ่นแรง
จนทำให้คุณค่าของงานบางประเภทลดมูลค่าลงในสายตาของนายจ้าง ผลลัพธ์ที่ตามมาคือการบีบอัดเพดานรายได้ของแรงงานกลุ่มเปราะบางให้แคบลงเรื่อย ๆ ราวกับถูกกัดเซาะทีละน้อยจากภายใน
เมื่อพินิจพิเคราะห์ลงลึกในรายละเอียด จะพบว่ากลุ่มอาชีพที่อยู่แนวหน้าของการปรับตัวไม่ได้มีเพียงแค่พนักงานออฟฟิศระดับกลางเท่านั้น แต่ยังรวมถึงอาชีพที่ต้องอาศัยการประมวลผลข้อมูล การทำธุรกรรมเฉพาะทาง หรือแม้กระทั่งงานสนับสนุนทางธุรการ
เมื่อระบบอัตโนมัติสามารถจัดการงานเอกสาร วิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้น หรือแม้แต่การตรวจสอบคุณภาพซอฟต์แวร์ได้อย่างรวดเร็วภายในเสี้ยววินาที มูลค่าเชิงเศรษฐศาสตร์ของแรงงานที่เคยทำหน้าที่เหล่านี้จึงดิ่งลงอย่างเลี่ยงไม่ได้
ปรากฏการณ์นี้จึงไม่ใช่เรื่องของการ “สูญสิ้นงาน” เสียทีเดียว แต่เป็นเรื่องของ “การด้อยค่าของทักษะแบบเดิม”
ในอดีต การพัฒนาทางเทคโนโลยีมักมาพร้อมกับการสร้างสรรค์ตลาดใหม่ ๆ ที่ช่วยยกฐานะของชนชั้นแรงงานให้ขยับสูงขึ้น แต่ทว่าการรุกคืบของปัญญาประดิษฐ์ในปัจจุบันกลับกำลังทำหน้าที่ตรงกันข้าม มันทำหน้าที่เป็นตัวถ่วงการขึ้นค่าแรงในกลุ่มคนที่พึ่งพาการทำงานซ้ำ ๆ หรือการประมวลผลข้อมูลระดับพื้นฐาน
ส่งผลให้ช่องว่างระหว่างรายได้ของผู้เชี่ยวชาญระดับสูงกับแรงงานทั่วไปขยายตัวกว้างขึ้นเรื่อย ๆ กลายเป็นความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังของอัลกอริทึม
Key Takeaways
- ไม่ใช่การแทนที่ แต่เป็นการลดทอนมูลค่า AI ไม่ได้ทำให้แรงงานรายได้น้อยตกงานเป็นวงกว้างในทันที แต่ใช้วิธีเพิ่มผลผลิตขององค์กรพร้อมกับกดดันอัตราการเติบโตของค่าจ้างให้ชะลอตัวลง
- ความเหลื่อมล้ำที่ถ่างกว้างขึ้น กลุ่มแรงงานรายได้น้อยและอาชีพที่สัมผัสกับ AI โดยตรงได้รับผลกระทบมากที่สุด ในขณะที่แรงงานรายได้สูงยังคงรักษาฐานค่าตอบแทนไว้ได้
- โจทย์ใหม่ของนโยบายแรงงาน ความท้าทายหลักในปัจจุบันเปลี่ยนจากการแก้ปัญหาการว่างงานเชิงประจักษ์ ไปสู่การรับมือกับภาวะค่าจ้างฝืดเคืองและการด้อยค่าของทักษะแรงงานแบบเดิม
…..
เรียบเรียงโดย AiNextopia
อ้างอิง : AI isn’t going to erase low-wage jobs. It’s going to split them. / indianacapitalchronicle

