ในงานเฉลิมฉลองวันโทรทัศน์โลกที่จัดขึ้นโดยสถาบัน Caribbean Institute of Media and Communication (CARIMAC) มหาวิทยาลัยเวสต์อินดีส ดุชยันต์ ซาวาเดีย ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ Amber Group ได้ขึ้นกล่าวปาฐกถาที่สร้างแรงสะเทือนต่อวงการสื่อและการเล่าเรื่อง
เขาประกาศอย่างชัดเจนว่า “AI จะไม่มีวันสามารถเลียนแบบความฉลาดทางอารมณ์และสัญชาตญาณของนักเล่าเรื่องมนุษย์ได้”
ประโยคนี้ไม่เพียงเป็นการยืนยันถึงคุณค่าของมนุษย์ในโลกที่เทคโนโลยีรุกคืบ แต่ยังเป็นการตั้งคำถามต่ออนาคตของโทรทัศน์และสื่อในยุคที่ปัญญาประดิษฐ์กำลังเข้ามามีบทบาทอย่างลึกซึ้ง
ซาวาเดียชี้ให้เห็นว่า AI กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วทั่วโลก และภายในเวลาไม่นาน เราจะเข้าสู่ยุคที่ระบบ AI ไม่เพียงทำงานเบื้องหลัง แต่ยังมีรูปลักษณ์และการโต้ตอบที่คล้ายมนุษย์มากขึ้น
เขาเรียกสิ่งนี้ว่า “physical AI” ซึ่งจะเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดของโทรทัศน์นับตั้งแต่การเปลี่ยนผ่านจากภาพขาวดำสู่ภาพสี
ความเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย แต่เป็นการพลิกโฉมวิธีที่ผู้ชมมีปฏิสัมพันธ์กับสื่อ
โดยเขาอธิบายว่าในอนาคตผู้ชมจะสามารถหยุดรายการที่กำลังออกอากาศ แล้วพูดคุยกับทีวีได้ทันที ราวกับว่ากำลังสนทนากับบุคคลจริง
อย่างไรก็ตาม ซาวาเดียไม่ได้มอง AI ในฐานะภัยคุกคาม เขากลับมองว่า AI เป็นเครื่องมือที่ทรงพลังซึ่งสามารถช่วยลดภาระงานซ้ำ ๆ และเปิดพื้นที่ให้ผู้ผลิตสื่อได้ทุ่มเทเวลาไปกับการสร้างสรรค์เรื่องราวที่มีความหมายมากขึ้น
เขาเรียกร้องให้นักศึกษาและผู้ประกอบวิชาชีพด้านสื่อมอง AI ในเชิงบวก ใช้มันเพื่อเสริมศักยภาพ ไม่ใช่เพื่อแทนที่ความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์
หนึ่งในตัวอย่างที่เขายกขึ้นคือแพลตฟอร์ม Revonews.ai ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อพลิกโฉมห้องข่าวสมัยใหม่ แพลตฟอร์มนี้เปิดโอกาสให้ผู้ชมสามารถพูดคุยกับผู้ช่วยข่าวที่ใช้เสียงของนักข่าวชื่อดัง Cliff Hughes เข้าถึงคลังข่าวย้อนหลังหลายสิบปีได้ทันที และเลือกเนื้อหาที่ต้องการติดตามแบบเรียลไทม์ ไม่ว่าจะเป็นข่าว สารคดี กีฬา หรือบันเทิง
ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่า AI ไม่ได้เข้ามาแทนที่นักข่าว แต่กลับทำให้ผู้ชมมีอำนาจในการกำหนดประสบการณ์การรับชมของตนเองมากขึ้น
ในช่วงถามตอบที่จัดขึ้นอย่างคึกคัก ผู้เข้าร่วมได้หยิบยกประเด็นด้านจริยธรรมและวัฒนธรรมขึ้นมาถกเถียง หลายคนตั้งคำถามว่า เมื่อ AI เข้ามามีบทบาทในกระบวนการผลิตสื่อ เราจะรักษาเอกลักษณ์และคุณค่าทางวัฒนธรรมของประเทศได้อย่างไร จะมีการกลืนกลายของเนื้อหาท้องถิ่นไปสู่กระแสโลกหรือไม่ และใครจะเป็นผู้รับผิดชอบต่อผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการใช้เทคโนโลยีเหล่านี้
คำถามเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลที่แท้จริงของสังคมต่ออนาคตของการเล่าเรื่องในยุคดิจิทัล
ดร. Patrick Prendergast ผู้อำนวยการ CARIMAC ได้ให้ความเห็นที่น่าสนใจ เขามองว่างานครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญที่สถาบันการศึกษาจะได้ทบทวนบทบาทของโทรทัศน์ในฐานะพลังทางวัฒนธรรม และหาวิธีที่จะทำให้เทคโนโลยีใหม่ ๆ สนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมและสังคม โดยไม่สูญเสียมาตรฐานและคุณค่าที่ทำให้การเล่าเรื่องมีพลัง
เขาเน้นว่าการเปลี่ยนแปลงไม่ควรถูกมองว่าเป็นการทำลาย แต่ควรถูกมองว่าเป็นการเปิดพื้นที่ใหม่ให้กับการสร้างสรรค์
สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้ซาวาเดียจะยืนยันว่า AI ไม่สามารถแทนที่มนุษย์ได้ แต่เขาก็ไม่ได้ปฏิเสธศักยภาพของมัน เขาเชื่อว่า AI จะเป็นตัวเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในวงการโทรทัศน์และสื่อ โดยเฉพาะในด้านการมีส่วนร่วมของผู้ชม
เมื่อผู้ชมสามารถโต้ตอบกับเนื้อหาได้ทันที โทรทัศน์จะไม่ใช่เพียงเครื่องมือสื่อสารทางเดียวอีกต่อไป แต่จะกลายเป็นพื้นที่สนทนาที่มีชีวิตชีวา ซึ่งผู้ชมสามารถกำหนดทิศทางของเรื่องราวได้ด้วยตนเอง
บทความนี้จึงสะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายสองด้าน ด้านหนึ่งคือความกังวลว่าการใช้ AI อาจทำให้เราสูญเสียความเป็นมนุษย์ในการเล่าเรื่อง อีกด้านหนึ่งคือความหวังว่า AI จะช่วยเปิดโอกาสใหม่ ๆ ให้กับการสร้างสรรค์และการมีส่วนร่วมของผู้ชม
หากเราสามารถหาสมดุลระหว่างสองสิ่งนี้ได้ โทรทัศน์และสื่อในอนาคตอาจกลายเป็นพื้นที่ที่ทั้งเทคโนโลยีและมนุษย์ทำงานร่วมกันเพื่อสร้างประสบการณ์ที่ลึกซึ้งและมีความหมายมากกว่าเดิม
ท้ายที่สุด สิ่งที่ซาวาเดียพยายามสื่อคือ การเล่าเรื่องเป็นศิลปะที่หยั่งรากลึกในความเป็นมนุษย์ ไม่ว่าจะมีเทคโนโลยีล้ำสมัยเพียงใด ความสามารถในการถ่ายทอดอารมณ์ ความรู้สึก และประสบการณ์จริงของมนุษย์ยังคงเป็นสิ่งที่ AI ไม่อาจเลียนแบบได้
การเล่าเรื่องจึงไม่ใช่เพียงการส่งต่อข้อมูล แต่เป็นการสร้างสายสัมพันธ์ระหว่างผู้เล่าและผู้ฟัง เป็นการสร้างความเข้าใจร่วมกัน และเป็นการรักษาความเป็นมนุษย์ในโลกที่กำลังถูกเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
…..
เรียบเรียงโดย AiNextopia
…..
source : jamaicaobserver.com