การโทษใครสักคนว่าเป็นต้นเหตุของ “AI Mess” (หรือความวุ่นวายจากการนำ AI มาใช้) ในองค์กรอาจทำให้เรารู้สึกดีขึ้นชั่วคราว แต่ไม่ช่วยแก้ปัญหา ความจริงคือการนำ AI เข้ามาใช้เป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงวิวัฒนาการที่ซับซ้อน และทุกฝ่ายต้องเรียนรู้ที่จะปรับตัวร่วมกัน
แทนที่จะถามว่า “ใครผิด” เราควรถามว่า “เราจะทำอย่างไรต่อไป” เพราะการใช้ AI อย่างมีสติและมีระบบกำกับดูแลที่ชัดเจนเท่านั้นที่จะทำให้มันเป็นเครื่องมือที่สร้างคุณค่า ไม่ใช่สร้างความวุ่นวาย
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เราเห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในโลกธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการนำ AI เข้ามาใช้ในองค์กร บางบริษัทเลือกที่จะบังคับใช้ AI อย่างเข้มงวด ขณะที่บางแห่งกลับเลือกที่จะ “แบน” การใช้งานโดยสิ้นเชิง
เหตุการณ์ล่าสุดที่บริษัทหนึ่ง ซีอีโอของบริษัทเทคโนโลยีขนาดกลางประกาศห้ามใช้ AI ทั่วทั้งองค์กร ซึ่งถือเป็นกรณีที่หาได้ยากในยุคที่หลายบริษัทแข่งขันกันผลักดันให้พนักงานใช้ AI ให้มากที่สุด
บทความนี้จะพาไปสำรวจว่า ใครกันแน่ที่ควรถูกตำหนิ เมื่อการนำ AI เข้ามาใช้ในองค์กรกลับกลายเป็นความวุ่นวาย และที่สำคัญกว่านั้น เราจะเรียนรู้อะไรจากความผิดพลาดเหล่านี้
...ซีอีโอ จุดเริ่มต้นของแรงกดดัน?
แน่นอนว่าหลายคนชี้นิ้วไปที่ซีอีโอ เพราะพวกเขาคือผู้ประกาศนโยบายและมักเป็นคนที่พูดถึงการ “ลดคนเพื่อเปิดทางให้ AI” การตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ที่ผลักดันให้ AI ถูกนำมาใช้อย่างรวดเร็วโดยไม่คำนึงถึงความเหมาะสมในแต่ละแผนก ทำให้เกิดการบังคับใช้ที่ไม่สมดุล
แต่หากมองลึกลงไป ซีอีโอมักอยู่ภายใต้แรงกดดันจาก บอร์ดบริหาร และผู้ถือหุ้นที่ต้องการเห็นผลลัพธ์ทางธุรกิจทันที พวกเขาจึงเลือกเดินเกมรุกโดยไม่ทันได้วางระบบควบคุมที่รอบคอบ
เมื่อซีอีโอผลักดันให้ใช้ AI ผู้จัดการและหัวหน้าทีมก็ต้องรีบปรับตัว พวกเขาไม่ได้ถูกจ้างมาเป็น “ผู้คุมกฎ” แต่เป็นผู้ผลักดันให้ทีมทำงานได้ผลลัพธ์ ดังนั้นเมื่อ AI ถูกบังคับใช้ พวกเขาก็มักเลือกที่จะใช้มันให้มากกว่าและเร็วกว่าใคร
ผลลัพธ์คือการขาด ระบบกำกับดูแล (governance) และ แนวทางการใช้ที่ชัดเจน เมื่อไม่มีรั้วกั้น การทดลองใช้ AI ในแต่ละทีมจึงกลายเป็นการวิ่งแข่งที่เต็มไปด้วยความเสี่ยง และเมื่อเกิดปัญหา ทุกฝ่ายก็เริ่มชี้นิ้วโทษกันเอง
ในหลายกรณี พนักงานคือผู้ที่นำเครื่องมือ AI เข้ามาใช้เองโดยไม่ได้รับการควบคุม พวกเขาอาจมองว่าเป็นโอกาสในการทดลองสิ่งใหม่ แต่เมื่อไม่มีแนวทางที่ชัดเจน การใช้ AI ก็เหมือนการถือ เครื่องพ่นไฟโดยไม่รู้ว่ามันยิงไฟออกมา
บางบริษัทถึงขั้นต้องประกาศแบน AI เพราะผลลัพธ์จากการใช้งานโดยพนักงานกลายเป็นความเสี่ยงต่อข้อมูล ความปลอดภัย และคุณภาพงาน
แม้หลายคนจะโทษ AI ว่าเป็นตัวการ แต่แท้จริงแล้ว AI เป็นเพียงเครื่องมือ ไม่ใช่ “กล่องวิเศษ” ที่คิดเองได้โดยสมบูรณ์ การที่มันถูกใช้ผิดวิธีหรือถูกคาดหวังเกินจริงต่างหากที่ทำให้เกิดความเสียหาย
เช่นเดียวกับโซเชียลมีเดียที่ทำให้ผู้คนติดการเลื่อนหน้าจอ หรือสมาร์ทโฟนที่ทำลายสมาธิ AI ก็เป็นเทคโนโลยีที่มีทั้งคุณและโทษ ขึ้นอยู่กับวิธีการใช้งานและการกำกับดูแล
ความจริงคือ ทุกฝ่ายมีส่วนผิด ซีอีโอที่บังคับใช้โดยไม่วางแผน ฝ่ายบริหารที่ขาดการกำกับดูแล พนักงานที่ใช้โดยไม่เข้าใจ และ AI ที่ถูกคาดหวังเกินจริง ทั้งหมดนี้รวมกันเป็น “สูตรแห่งความวุ่นวาย”
สิ่งสำคัญไม่ใช่การหาคนผิด แต่คือการถามว่า เราเรียนรู้อะไรจากความผิดพลาดนี้ เพราะทุกครั้งที่เทคโนโลยีใหม่เข้ามา เรามักจะล้มเหลวในครั้งแรกเสมอ แต่สิ่งที่จะทำให้เราได้ประโยชน์ที่แท้จริงคือการปรับตัวและการเรียนรู้
Key Takeaways
- ซีอีโอ มักผลักดันการใช้ AI ภายใต้แรงกดดันจากบอร์ดและผู้ถือหุ้น
- ฝ่ายบริหาร ขาดระบบกำกับดูแล ทำให้การใช้ AI กลายเป็นการแข่งขันที่เสี่ยง
- พนักงาน ใช้ AI โดยไม่มีความเข้าใจลึกซึ้ง จนเกิดผลลัพธ์ที่ไม่คาดคิด
- AI เป็นเพียงเครื่องมือ ไม่ใช่ผู้ก่อปัญหา แต่ถูกคาดหวังเกินจริง
- ทุกฝ่ายต้องรับผิดชอบร่วมกัน และสิ่งสำคัญคือการเรียนรู้จากความผิดพลาดเพื่อสร้างระบบการใช้ AI ที่ยั่งยืน
…..
เรียบเรียงโดย AiNextopia
อ้างอิง : Who Is to Blame for Our Company’s AI Mess?

