นักวิจัยจาก UCLA พัฒนาระบบ AI แบบออปติคัลที่ใช้การเดินทางและการเลี้ยวเบนของแสงเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการตรวจจับ Deepfake โดยสามารถวิเคราะห์วิดีโอหลายรายการพร้อมกันได้ ผลการทดลองกับชุดข้อมูล Celeb-DF ให้ความแม่นยำเฉลี่ย 97.79% และ sensitivity 99.86% ขณะที่การทดสอบกับวิดีโอจาก Google Veo 3 ให้ความแม่นยำ 94.80% หลังการปรับระบบเพียงเล็กน้อย
เทคโนโลยีนี้จึงมีแนวโน้มที่จะทำหน้าที่เป็น “ด่านหน้า” สำหรับคัดกรองเนื้อหาปลอมจำนวนมากอย่างรวดเร็ว ก่อนส่งข้อมูลที่น่าสงสัยไปตรวจสอบด้วยระบบที่ละเอียดขึ้น แต่ยังจำเป็นต้องมีการวิจัยและทดสอบเพิ่มเติมก่อนที่จะสรุปว่าสามารถนำไปใช้ในโลกจริงได้ในวงกว้าง
ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เมื่อเราเปิดโทรศัพท์ขึ้นมาและพบวิดีโอของบุคคลสำคัญกำลังพูดประโยคหนึ่งอย่างลื่นไหล สีหน้า น้ำเสียง และการเคลื่อนไหวดูเป็นธรรมชาติแทบทุกอย่าง
แต่สิ่งที่เราเห็นนั้น ไม่เคยเกิดขึ้นจริง
นี่คือความน่ากลัวและน่ากังวลในโลกของ Deepfake เทคโนโลยีที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์สร้างหรือดัดแปลงภาพและวิดีโอจนสามารถเลียนแบบบุคคลจริงได้อย่างแนบเนียนเสมือนจริงมากขึ้นเรื่อย ๆ
และยิ่งเครื่องมือ Generative AI พัฒนาขึ้น ความแตกต่างระหว่าง “สิ่งที่เกิดขึ้นจริง” กับ “สิ่งที่ถูกสร้างขึ้น” ก็ยิ่งเลือนรางลง
ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่ว่าเราจะสร้างวิดีโอปลอมได้หรือไม่อีกต่อไป แต่อยู่ที่ว่า เราจะตรวจสอบความจริงได้เร็วแค่ไหน
...นักวิจัยจาก University of California, Los Angeles หรือ UCLA กำลังเสนอคำตอบที่แตกต่างจากแนวทางเดิมอย่างน่าสนใจ นั่นคือ แทนที่จะให้คอมพิวเตอร์คำนวณทุกอย่างด้วยอิเล็กทรอนิกส์
พวกเขาให้ แสงเข้ามาช่วยทำงานของ AI
ผลการทดลองน่าสนใจอย่างมาก ระบบต้นแบบสามารถตรวจสอบวิดีโอ Deepfake ได้พร้อมกันถึง 15 วิดีโอ และทำความแม่นยำเฉลี่ยได้ 97.79% ขณะที่ค่าความไวในการตรวจจับวิดีโอที่ถูกปลอมแปลงสูงถึง 99.86%
สิ่งที่น่าสนใจกว่าตัวเลข 98% อาจเป็นคำถามว่า เหตุใดนักวิทยาศาสตร์จึงเลือกใช้ “แสง” เป็นส่วนหนึ่งของสมองกลสำหรับตรวจจับของปลอม
เร็วขึ้นมาก เมื่อ AI ไม่ต้องคำนวณทุกอย่างด้วยคอมพิวเตอร์
AI ในปัจจุบันส่วนใหญ่ทำงานผ่านการประมวลผลแบบดิจิทัล ข้อมูลถูกแปลงเป็นตัวเลข จากนั้นชิปคอมพิวเตอร์จะทำการคำนวณผ่านขั้นตอนจำนวนมหาศาลเพื่อหาคำตอบ
แนวทางนี้ใช้พลังมหาศาล และมีข้อจำกัด เมื่อปริมาณข้อมูลเพิ่มขึ้น การคำนวณก็เพิ่มตาม และหากต้องตรวจสอบวิดีโอจำนวนมากพร้อมกัน ระบบก็ต้องใช้ทั้งเวลาและพลังงานมากขึ้น
ทีม UCLA จึงทดลองเปลี่ยนวิธีคิด
ระบบใหม่นี้เป็น optical-neural processor หรือระบบประมวลผล AI ที่นำคุณสมบัติของแสงมาใช้ในการคำนวณบางส่วน โดยเริ่มจากการให้ระบบดิจิทัลแปลงข้อมูลสำคัญของวิดีโอให้อยู่ในรูปแบบที่สามารถส่งต่อให้ระบบแสงได้ จากนั้นรูปแบบของแสงจะเดินทางผ่านโครงสร้างทางแสงที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ
พูดอย่างให้เข้าง่ายที่สุดคือ แทนที่จะให้คอมพิวเตอร์ “คิดทุกขั้นตอน” ระบบบางส่วนถูกปล่อยให้ ฟิสิกส์ของแสงทำหน้าที่คำนวณ
แสงที่เดินทางผ่านโครงสร้างดังกล่าวจะเกิดการเลี้ยวเบนและเปลี่ยนแปลงรูปแบบตามข้อมูลที่ป้อนเข้าไป เมื่อไปถึงตัวตรวจจับ ผลลัพธ์ที่ได้สามารถนำมาใช้ประเมินว่าวิดีโอนั้นมีแนวโน้มเป็นของจริงหรือถูกสร้างขึ้น
ความมหัศจรรย์อยู่ตรงนี้เอง เพราะแสงสามารถเดินทางและประมวลผลข้อมูลหลายช่องทางในเวลาเดียวกันได้
แสง นักสืบที่ตรวจสอบวิดีโอหลายเรื่องพร้อมกัน
ในการทดลอง ระบบสามารถประมวลผลวิดีโอ 15 รายการใน optical pass เดียว โดยใช้ชุดข้อมูล Celeb-DF ซึ่งเป็นหนึ่งในชุดข้อมูลที่ใช้สำหรับศึกษาการตรวจจับ Deepfake
ผลการทดลองพบว่าความแม่นยำเฉลี่ยอยู่ที่ 97.79% ขณะที่ sensitivity หรือความสามารถในการตรวจพบวิดีโอปลอมอยู่ที่ 99.86% ส่วน specificity ซึ่งสะท้อนความสามารถในการระบุวิดีโอจริงได้ถูกต้อง อยู่ที่ 95.72%
นักวิจัยยังทดลองเพิ่มจำนวนวิดีโอเป็น 18 รายการต่อการประมวลผลหนึ่งครั้ง โดยความแม่นยำเฉลี่ยยังอยู่ที่ประมาณ 96.13% ตามรายงานของ ScienceDaily
แนวคิดนี้มีความสำคัญ เพราะในโลกจริง ปัญหาไม่ได้มีวิดีโอปลอมเพียงหนึ่งคลิป
แพลตฟอร์มออนไลน์ต้องรับมือกับภาพและวิดีโอจำนวนมหาศาล หากระบบตรวจจับสามารถคัดกรองเนื้อหาหลายรายการได้พร้อมกัน ก่อนส่งเฉพาะสิ่งที่น่าสงสัยไปให้ระบบ AI ที่ซับซ้อนกว่า ก็อาจช่วยลดภาระด้านการประมวลผลได้อย่างมาก
นี่ทำให้เทคโนโลยีดังกล่าวอาจไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อ “แทนที่” AI ตรวจจับ Deepfake แบบเดิม แต่ทำหน้าที่คล้าย ด่านหน้าของระบบรักษาความถูกต้องของข้อมูล
ไม่ได้ทดสอบเฉพาะ Deepfake แบบเก่า
ความท้าทายสำคัญของการตรวจจับ Deepfake คือ AI ที่สร้างของปลอมก็พัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา
ระบบตรวจจับที่เคยเก่งกับวิดีโอปลอมประเภทหนึ่ง อาจไม่ได้เก่งกับวิดีโอที่สร้างด้วยโมเดลรุ่นใหม่ เพราะเทคนิคการสร้างภาพมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
นักวิจัยจึงนำระบบไปทดสอบกับวิดีโอที่สร้างด้วย Google Veo 3 ซึ่งเป็น Generative AI สำหรับสร้างวิดีโอ ผลการทดลองหลังปรับระบบเพียงเล็กน้อยพบความแม่นยำ 94.80% และ sensitivity 97.61% กับวิดีโอที่ระบบไม่เคยเห็นมาก่อน
ตัวเลขนี้มีความหมายมากกว่าคำว่า “แม่นยำ”
มันบอกเราว่าแนวคิดการใช้แสงอาจมีศักยภาพในการรับมือกับวิดีโอจาก AI รุ่นใหม่ได้ แม้ว่าจะยังจำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมและทดสอบกับสถานการณ์จริงในวงกว้างกว่านี้
เมื่อเครื่องตรวจจับเองก็ต้องป้องกันการโจมตี
การต่อสู้ระหว่าง AI สร้างของปลอมกับ AI ตรวจจับของปลอมอาจไม่ได้จบลงที่ความแม่นยำ
เพราะหากผู้สร้าง Deepfake รู้ว่าระบบตรวจจับทำงานอย่างไร ก็อาจพยายามปรับแต่งวิดีโอเพื่อหลบเลี่ยงระบบ
งานวิจัยนี้จึงให้ความสนใจกับ adversarial attacks หรือการโจมตีที่ออกแบบมาเพื่อทำให้ระบบ AI ตัดสินใจผิด
ข้อได้เปรียบอย่างหนึ่งของระบบออปติคัลคือ การคำนวณบางส่วนไม่ได้เกิดขึ้นเป็นเพียงซอฟต์แวร์ที่อยู่ในคอมพิวเตอร์ แต่ถูกฝังอยู่ในพฤติกรรมทางกายภาพของโครงสร้างที่ควบคุมการเดินทางของแสง
นั่นทำให้การพยายามย้อนกลับไปสร้างแบบจำลองของระบบเพื่อนำมาโจมตีทำได้ยากขึ้น นักวิจัยรายงานว่าระบบแสดงความทนทานต่อการโจมตีบางประเภท รวมถึงยังทำงานได้ภายใต้สภาวะที่มี noise, blur, JPEG compression และความคลาดเคลื่อนของระบบทดลอง
ก้าวหนึ่งสู่ยุคที่ “ความจริง” ต้องผ่านการตรวจสอบ
สิ่งที่น่าสนใจที่สุดของงานวิจัยนี้อาจไม่ใช่การที่ AI สามารถตรวจจับ Deepfake ได้เกือบ 98%
แต่คือการเปลี่ยนคำถามจาก
“เราจะสร้าง AI ที่ฉลาดขึ้นได้อย่างไร?”
ไปสู่
“เราจะสร้าง AI ที่ทำงานได้เร็วขึ้น ใช้พลังงานน้อยลง และตรวจสอบข้อมูลจำนวนมหาศาลได้อย่างไร?”
การนำแสงเข้ามาช่วยประมวลผลอาจเป็นหนึ่งในคำตอบ
ในอนาคต ระบบลักษณะนี้อาจถูกนำไปใช้เป็นด่านแรกสำหรับตรวจสอบวิดีโอในแพลตฟอร์มออนไลน์ ระบบยืนยันสื่อดิจิทัล หรือโครงสร้างพื้นฐานที่ต้องจัดการข้อมูลภาพจำนวนมาก ก่อนส่งเนื้อหาที่น่าสงสัยไปวิเคราะห์ด้วย AI ดิจิทัลที่มีความละเอียดสูงกว่า
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขจากงานวิจัยไม่ควรถูกตีความว่า Deepfake จะถูกตรวจจับได้ถูกต้องเกือบ 98% ในทุกสถานการณ์ เพราะผลดังกล่าวเกิดจากการทดลองภายใต้ชุดข้อมูลและเงื่อนไขที่นักวิจัยกำหนด รวมถึงการทดสอบกับวิดีโอที่สร้างด้วยระบบ Generative AI บางประเภทเท่านั้น
และนี่อาจเป็นบทเรียนสำคัญที่สุด
ในยุคที่เครื่องมือสร้างภาพปลอมฉลาดขึ้นเรื่อย ๆ การป้องกัน Deepfake ไม่สามารถพึ่งพาเครื่องมือเพียงชนิดเดียวได้ เราอาจต้องสร้างระบบหลายชั้นที่ผสมผสานทั้ง AI ดิจิทัล การประมวลผลด้วยแสง ระบบตรวจสอบแหล่งที่มา และการตรวจสอบโดยมนุษย์
เพราะเมื่อภาพที่เราเห็นไม่สามารถรับประกันได้อีกต่อไปว่าเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ความสามารถในการ ตรวจสอบก่อนเชื่อ จะกลายเป็นทักษะสำคัญไม่แพ้ความสามารถในการสร้างเนื้อหา
และในอนาคต นักสืบที่ทำหน้าที่ค้นหาความจริงเหล่านั้น อาจไม่ได้ใช้เพียงพลังของซิลิคอน
แต่อาจใช้พลังของแสงด้วย
Key Takeaways
- AI กำลังเรียนรู้ที่จะใช้แสงในการคำนวณ ระบบใหม่ไม่ได้พึ่งพาการคำนวณแบบดิจิทัลทั้งหมด แต่ใช้การเดินทางของแสงเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการประมวลผล
- จุดเด่นคือการประมวลผลแบบขนาน ระบบทดลองสามารถตรวจสอบวิดีโอ 15 รายการพร้อมกัน และขยายไปถึง 18 รายการต่อ optical pass ได้
- ความแม่นยำในการทดลองสูงมาก ระบบทำ accuracy ได้ 97.79% และ sensitivity 99.86% ในการทดลองกับ Celeb-DF
- ระบบถูกทดสอบกับ Generative AI รุ่นใหม่ด้วย การทดลองกับวิดีโอจาก Google Veo 3 ให้ accuracy 94.80% และ sensitivity 97.61% หลัง fine-tuning เพียงเล็กน้อย
- อนาคตอาจเป็นระบบตรวจจับหลายชั้น Optical AI อาจทำหน้าที่คัดกรองข้อมูลจำนวนมาก ก่อนส่งเฉพาะเนื้อหาที่น่าสงสัยไปให้ระบบดิจิทัลวิเคราะห์อย่างละเอียด
- 98% ไม่ได้หมายความว่าจะตรวจจับ Deepfake ได้ทุกกรณี ตัวเลขดังกล่าวเป็นผลจากการทดลองภายใต้เงื่อนไขเฉพาะ จึงยังไม่ควรนำไปตีความว่าเป็นความแม่นยำที่รับประกันสำหรับ Deepfake ทุกประเภทในโลกจริง
…..
เรียบเรียงใหม่โดย AiNextopia
แหล่งข้อมูลหลัก: งานวิจัยในวารสาร eLight และรายงาน ScienceDaily เกี่ยวกับการพัฒนา optical-neural processor ของทีม UCLA

